เล่าเรื่องนิทาน ตอนที่ ๒ หอศิลป์ชั้นเลิศของเด็กๆ

Last updated: Feb 27, 2017  |  4161 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวศิลปะเด็ก

เล่าเรื่องนิทาน ตอนที่ ๒ หอศิลป์ชั้นเลิศของเด็กๆ

๒๖ ปี สมุดบันทึกนิทานมูลนิธิเด็ก
หยั่งรากจินตนาการ ฝากปณิธานเพื่อสังคมไทย
(ตอนที่ ๒)
 
สมุดบันทึกนิทาน หอศิลป์ชั้นเลิศของเด็กๆ

                 
ทศสิริ พูลนวล กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิเด็ก
           
           “หนังสือภาพที่งดงาม คือ หอศิลป์ชั้นเลิศใกล้ตัวเด็ก”
คือคำกล่าวของ ทศสิริ พูลนวล กรรมการ ผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิเด็ก และบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก จากคำกล่าวนำมาสู่หลักการสำคัญในการทำภาพประกอบของสมุดบันทึกนิทานในทุกๆ ปี เพราะเชื่อว่าศิลปะสามารถยกระดับจิตใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ทดลองสร้างงานภาพประกอบที่แปลกใหม่ ทั้งแนวนามธรรม (Abstract) แนวเหมือนจริง (Realistic) ศิลปะไทย หรือบางเล่มเป็นผลงานวาดภาพของเด็กๆ เธอเล่าว่า
            “วิธีการทำงานของเรานั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่นักวาดภาพประกอบสำหรับเด็ก แต่เราพยายามดึงศิลปินที่มีชื่อเสียงมาทดลองทำงานให้แก่เด็กด้วย เพราะในช่วงนั้นการตีความเรื่องภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็กนั้นแคบมาก คือส่วนใหญ่จะทำงานแค่เล่าเนื้อเรื่องได้ แต่ไม่ได้ใส่ความเป็นศิลปะเข้าไปมาก ซึ่งในสมุดบันทึกนิทานนี้ เปิดพื้นที่ให้เราทำได้อย่างเต็มที่” 
 
             อย่างปี ๒๕๔๕ มูลนิธิเด็กได้เชิญนักเขียนภาคอีสานอย่าง คำพูน บุญทวี มาร่วมงาน ซึ่งคำพูนก็หยิบเอานิทานเรื่อง พญาแถนขี้ลืม ที่อยู่คู่กับสังคมอีสานมาหลายร้อยปีมาเรียบเรียงใหม่ ส่วนภาพประกอบก็ได้ พรพรม ชาววัง อาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ศิลปินเชื้อสายอีสานเข้ามาช่วย โดยกระบวนการทำงานของอาจารย์พรพรมก็ต้องเรียกว่าแหวกแนวจากการสร้างภาพประกอบทั่วๆ ไปมาก เพราะใช้เทคนิคศิลปะแบบปูนเปียก ลักษณะเดียวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังของโบสถ์ในภาคอีสานมาเป็นฐาน
 
              หรือในปี ๒๕๔๗ ซึ่งมูลนิธิเด็กได้เชิญนักเขียนภาคใต้อย่าง วินทร์ เลียววาริณ มาร่วมสร้างนิทานเรื่อง จีนกับใบมะขาม นิทานพื้นบ้านภาคใต้ โดยภาพประกอบเป็นฝีมือของ ชนิศา ชงัดเวช อาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกเช่นกัน เพียงพลิกเปิดไปไม่กี่หน้าผู้อ่านสัมผัสถึงกลิ่นอายและจิตวิญญาณของความเป็นภาคใต้ได้ทันที เพราะฉะนั้นเด็กที่อ่านและดูนิทานเล่มนี้จะซึมซับและเรียนรู้ความเป็นภาคใต้ได้ด้วยจิตไร้สำนึก ซึ่งได้ผลยิ่งกว่าการที่มีผู้ใหญ่มาบอกเสียอีก
 
 
ผลงานของพรพรหม ชาววัง

 

ชุดนิทานพื้นบ้าน ผลงานของนักเขียนและศิลปินที่มีชื่อเสียง
 
              แต่ทั้งนี้ก็มีบางปีที่มูลนิธิเด็กทดลองให้เด็กทำงานศิลปะร่วมกับศิลปิน เช่นปี ๒๕๕๑ มูลนิธิเด็กลงไปทำงานกับเด็กมอแกน หลังจากเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์สึนามิ จึงมีการหยิบเอานิทานและภาพวาดของเด็กๆ มาพิมพ์เป็นภาพประกอบ โดยมีศิลปินมืออาชีพเข้ามาช่วยเสริมแต่งรายละเอียด แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นผลงานของเด็กๆ ไว้เช่นเดิม
 
             ภาพในสมุดบันทึกนิทานแต่ละปีจึงเป็นมากกว่าภาพประกอบเรื่อง แต่มีความสำคัญดั่งการชมผลงานศิลปะในหอศิลป์ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ และผู้อ่านมีช่องว่าง มีเสรีภาพในการใช้จินตนาการอย่างอิสระ ไม่มีกรอบ ไม่มีขนบ ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ อันเป็นรากฐานของความคิดสร้างสรรค์
 
นิทานคือของขวัญสำหรับทุกคน
 
            นิทานคือเรื่องที่เล่าต่อกันมาและถือได้ว่าเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ของมนุษย์มาช้านาน ใครบ้างที่ไม่ชอบฟังนิทาน นิทานจึงไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับคนทุกเพศวัย

            การเดินทางของสมุดบันทึกนิทานตลอด ๒๖ ปี นอกจากความหรรษาและจินตนาการแล้ว นิทานหลายเรื่องหยิบยกเอาประเด็นเกี่ยวกับชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวผ่านตัวละคร สมุดบันทึกนิทานในแต่ละปีไม่ได้มุ่งสื่อสารเฉพาะกับเด็ก แต่ต้องการสื่อสารไปยังทุกภาคส่วนของสังคม

           “เราอยากเห็นภาพของสมุดบันทึกนิทานเป็นเหมือนเรื่องเจ้าชายน้อย ที่อ่านได้ทุกเพศ ทุกวัย เด็กอ่านก็จะได้ความสนุกแบบหนึ่งเป็นความสนุกแบบไม่ซับซ้อน เป็นความสนุกชั้นนอก แต่ถ้าผู้ใหญ่อ่าน ผู้ใหญ่ก็จะแทงลึกลงไปอีก เพื่อถอดสัญลักษณ์ว่าตรงนี้แทนค่าอะไร หรือหมายถึงอะไร” ทศสิริ พูลนวล กล่าว

            ในเวลาต่อมา สมุดบันทึกนิทานจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่งานสร้างสรรค์ด้านอื่นๆ อีกมากมายของมูลนิธิเด็ก โดยเฉพาะการถือกำเนิดของตลาดนิทานสร้างสรรค์ในประเทศอย่างจริงจัง มีการตั้งสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็กขึ้นเพื่อผลิตนิทานสร้างสรรค์ มีการเฟ้นหานักสร้างนิทานหน้าใหม่ผ่านการจัดประกวดรางวัลนิทานมูลนิธิเด็ก หรือแม้กระทั่งการนำนิทานเรื่อง เมล็ดกล้าในดินกร้าว ในสมุดบันทึกปี ๒๕๓๔ มาแปลงเป็นละครเพลง เพื่อนำไปแสดงให้เด็กๆ ที่อยู่พื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศได้ชมและร่วมแสดง โดยได้ ๒ ศิลปินคือ ดนู ฮันตระกูล จากวงไหมไทยออร์เคสตร้า และ บรูซ แกสตัน จากวงฟองน้ำมาร่วมรังสรรค์งาน ซึ่งถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่วงการศิลปะของไทย เป็นครั้งแรกที่มีการนำนิทานเด็กมาผสมผสานกับสื่อต่างๆ ทั้งเพลงและละคร ขณะเดียวกันก็ยังการสะท้อนภาพว่าจริงๆ แล้วนิทานเด็กมีมิติที่ลึกกว่าที่หลายคนจะคาดเดาได้

 
นิทานสะพานเชื่อมจินตนาการกับความจริง
 
              เมื่อมูลนิธิเด็กก่อตั้งครบ ๓๐ ปีในปี ๒๕๕๓ สมุดบันทึกนิทานเริ่มมีการเชื่อมร้อยโลกของนิทานเข้ากับโลกความจริง เพื่อใช้นิทานเป็นสื่อบอกเล่าปัญหาของสังคมในมิติต่างๆ วาดหวังให้เกิดแรงกระเพื่อมทางปัญญา ชักชวนให้ผู้อ่านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ร่วมมือกันแก้ปัญหา อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น

              เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ นิทานเรื่อง ผีน้อยผีบ้า นำเสนอชีวิตเด็กที่ถูกทอดทิ้ง สร้างความเข้าใจให้ผู้ใหญ่ร่วมกันดูแลเด็กๆ เพราะเด็กทุกคนคือลูกหลานของเรา ๒๕๕๔ เด็กชายนกกับคางคกตัวดำ นำเสนอชีวิตของเด็กพิการ เป็นกำลังใจว่าปัญญาความรู้นั้นสำคัญกว่าร่างกายที่บกพร่อง ๒๕๕๕ เมล็ดพันธุ์ในสายลม นิทานจากชีวิตของนายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว คนดีที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวม ๒๕๕๖ เด็กชายน้ำใส นิทานที่ตั้งคำถามถึงเป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริง ๒๕๕๗ ขวัญข้าวขวัญเรา ตำนานการกำเนิดข้าวและจิตวิญญาณของแม่โพสพ

 
สมุดบันทึกนิทานปี ๒๕๕๓ ถึงปัจจุบัน

            พิภพ ธงไชย ถอดบทเรียนให้ตัวเองผ่านการทำงานสมุดบันทึกนิทานรวมไปถึงงานอื่นๆ ของมูลนิธิเด็กว่า

           “ผมเชื่อว่างานของเราเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เพราะหน้าที่ของเราคือการสร้างคน แล้วคนมีศักยภาพที่จะไปเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ไม่เชื่อลองไปดูประวัติศาสตร์ก็ได้ สังคมมันเปลี่ยนจากแค่คนๆ หนึ่งเท่านั้นแหละ ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ทำพร้อมๆ กัน มันก็เหมือนปรากฎการณ์ลิงตัวที่ ๑๐๐ (The Hundred Monkey Effect) ที่เริ่มจากลิงตัวหนึ่งก่อนจะกินมะเขือเทศหวานที่หล่นเลอะทราย มันก็เอามะเขือเทศไปล้างทรายในลำธาร มันเรียนรู้ว่าวิธีนี้ทำให้ได้ลิ้มรสมะเขือเทศที่หวานฉ่ำ พอลิงตัวที่ ๒ เห็นก็เริ่มทำตาม ตัวที่ ๓ เริ่มทำตามอีก ถึงจุดๆ หนึ่ง ลิงมันเปลี่ยนพฤติกรรมหมดทั้ง ๑๐๐ ตัวเลย เหมือนกันถ้าเราคิดว่าตัวเองเป็นแค่มูลนิธิเล็กๆ ช่วยเด็กได้แค่ร้อยกว่าคน พิมพ์สมุดบันทึกนิทานไม่กี่หมื่นเล่มจะไปเปลี่ยนสังคมได้อย่างไร แสดงว่าเราดูถูกงานของตัวเอง แต่ถ้าเรามั่นใจว่างานของเรามีคุณค่า คนๆ หนึ่งอ่านแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าสำเร็จแล้ว”

           สำหรับเส้นทางข้างหน้าของสมุดบันทึกนิทาน และมูลนิธิเด็ก แน่นอนว่ายังคงหนักหน่วงเช่นเดิม เพราะวิกฤติการศึกษาไทยซึ่งสั่งสมมานานนับทศวรรษเริ่มปรากฏให้ชัดมากเรื่อยๆ บวกกับที่ผ่านมาบทบาทและทัศนคติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาบางคนซึ่งยังมองไม่ออกว่าจินตนาการเชื่อมโยงกับปัญญาได้อย่างไร ดังนั้นการผลักดันให้สื่อสร้างสรรค์กระจายไปสู่วงกว้างถือเป็นเรื่องจำเป็นมาก

เชิญอ่านต่อตอนที่ ๓ ที่ www.shareforchild.com

 

Powered by MakeWebEasy.com